-->

🚚จัดส่งฟรี !! เมื่อซื้อสินค้าครบ ฿1000 ขึ้นไป‼🚚

พิเศษ สั่งซื้อสินค้า ฿5000 ขึ้นไป สามารถ ผ่อนชำระบัตรเครดิต
สูงสุด 0% | 10 เดือน !!!

สั่งของได้ ส่งของได้ตามปกติค่ะ ^^

พลาสติกโรงเรือนขาดง่าย เกิดจากอะไร? วิธีเลือกให้ทน ไม่พังใน 6 เดือน

สำหรับเกษตรกรยุคใหม่ที่เปลี่ยนมาทำเกษตรกรรมในร่ม การลงทุนสร้างโรงเรือน (Greenhouse) ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการควบคุมสภาพแวดล้อม ปกป้องผลผลิตจากศัตรูพืช และสภาพอากาศที่แปรปรวน แต่หนึ่งในปัญหายอดฮิตชวนปวดหัวที่หลายคนต้องเจอคือ “พลาสติกโรงเรือนขาดง่าย” บางรายติดตั้งได้ไม่ถึง 6 เดือน เนื้อพลาสติกก็เริ่มกรอบ แตก หรือฉีกขาดจนต้องรื้อระบบขึงใหม่ทั้งหมด ทำให้สูญเสียทั้งเงินทุน ค่าแรง และเวลาโดยไม่จำเป็น

ทำไมพลาสติกคลุมโรงเรือนถึงเสื่อมสภาพไวขนาดนี้? ปัญหานี้เกิดจากตัวพลาสติกไม่มีคุณภาพ หรือมีปัจจัยแวดล้อมอื่นที่คุณอาจมองข้ามไป? บทความนี้ เอกสุวรรณเกษตร 2001 จะพาคุณไปเจาะลึก 4 ตัวการร้ายที่ทำให้พลาสติกพังไว พร้อมแชร์วิธีเลือกพลาสติกโรงเรือนให้ทนทาน อยู่ยาวคุ้มค่า ไม่พังใน 6 เดือนครับ

สาเหตุพลาสติกโรงเรือนขาดง่าย เสื่อมสภาพไว

สาเหตุพลาสติกโรงเรือนขาดง่าย เสื่อมสภาพไว

การที่พลาสติกคลุมโรงเรือนฉีกขาดหรือพังเสียหายเร็วกว่ากำหนด มักเกิดจากปัจจัยร่วมหลายประการที่คุณสามารถตรวจสอบและป้องกันได้ ดังนี้ครับ

1. แสงแดดทำลายเนื้อพลาสติก

สภาพอากาศและแสงแดดในประเทศไทยมีความเข้มข้นของรังสี UV (Ultraviolet) สูงติดอันดับโลก รังสี UV นี้ไม่ได้ทำร้ายแค่ผิวหนังมนุษย์ แต่ยังมีฤทธิ์ทำลายพันธะเคมีและโครงสร้างโมเลกุลของพลาสติกประเภทพอลิเอทิลีน (PE) โดยตรง หากคุณเลือกใช้พลาสติกใสทั่วไปตามท้องตลาดที่ไม่มีการผสมสารป้องกันรังสี UV (UV Stabilizer) หรือระบุเปอร์เซ็นต์ต่ำเกินไป เนื้อพลาสติกจะเกิดปฏิกิริยา Photo-oxidation ทำให้พลาสติกที่เคยเหนียวและโปร่งแสงเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองขุ่น ขาดความยืดหยุ่น กรอบ และแตกลายงาเป็นกระดาษ ส่งผลให้ฉีกขาดเป็นชิ้นๆ ทันทีเมื่อโดนลมพัดหรือฝนตกกระทบ

2. ความร้อนและการเสียดสีจากโครงเหล็ก

บริเวณที่พลาสติกโรงเรือนมักจะฉีกขาดเป็นจุดแรกๆ ไม่ใช่ตรงกลางผืน แต่เป็นบริเวณแนวโครงสร้าง โดยเฉพาะโรงเรือนที่ใช้โครงเหล็ก เนื่องจากเหล็กเป็นตัวนำความร้อนที่ดีเยี่ยม เมื่อตากแดดจัดในช่วงกลางวัน อุณหภูมิบนผิวเหล็กอาจพุ่งสูงถึง 50-60 องศาเซลเซียส พลาสติกส่วนที่นาบอยู่กับเหล็กจะถูกต้มด้วยความร้อนสะสมทุกวันจนเนื้อพลาสติกเสื่อมสภาพเร็วกว่าส่วนอื่น ประกอบกับหากขั้นตอนการติดตั้งขึงพลาสติกไม่ตึงพอ เมื่อมีลมพัดผ่าน พลาสติกจะเกิดการกระพือ สะบัด และขยับไปมา เสียดสีกับน็อต รอยเชื่อม หรือขอบคมของเหล็กซ้ำๆ ทุกวัน จนเกิดรอยถลอกและรันเป็นรูใหญ่ในที่สุด

3. สารเคมีและยาฆ่าแมลงตกค้าง

นี่คือจุดตายที่ปราบเซียนเกษตรกรมานักต่อนัก การฉีดพ่นยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมี หรือสารป้องกันกำจัดโรคพืชภายในโรงเรือน มีส่วนทำให้พลาสติกพังไวขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว โดยเฉพาะสารเคมีในกลุ่ม ซัลเฟอร์ (Sulfur หรือกำมะถัน) และ คลอรีน (Chlorine) ซึ่งมักเป็นส่วนผสมหลักในยาฆ่าแมลงและสารกันเชื้อรา เมื่อสะสมและลอยไปเกาะติดกับผิวพลาสติกด้านใน โรงเรือนที่ไม่มีระบบระบายอากาศที่ดี สารเคมีเหล่านี้จะเข้าไปทำปฏิกิริยาทางเคมี บล็อกประสิทธิภาพของสารป้องกัน UV ในเนื้อพลาสติก ทำให้พลาสติกสูญเสียคุณสมบัติการทนแดดทันที ยิ่งฉีดยาบ่อย พลาสติกยิ่งกรอบและพังไวขึ้นเรื่อยๆ

4. เลือกความหนาพลาสติกไม่เหมาะกับงาน

ความหนาของพลาสติกโรงเรือนที่วัดเป็นหน่วย “ไมครอน” (Micron) ส่งผลโดยตรงต่อการรับน้ำหนักและแรงปะทะ เกษตรกรบางท่านเลือกใช้พลาสติกที่มีความหนาเพียง 80–100 ไมครอน เนื่องจากมีราคาถูกกว่า แต่กลับนำไปใช้ขึงบนโครงสร้างโรงเรือนขนาดใหญ่ที่มีหน้ากว้างและมีความสูงมาก เมื่อเจอสภาพอากาศแปรปรวน เช่น ลมพายุฤดูร้อน หรือปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาขังอยู่บนหลังคาโรงเรือน พลาสติกที่บางเกินไปจะไม่สามารถรับแรงกดและแรงดึงมหาศาลได้ ทำให้เนื้อพลาสติกย้วย ยืด และขาดออกจากกันในเวลาอันสั้น

วิธีเลือกพลาสติกโรงเรือน ให้ทนทานยาวนาน

วิธีเลือกพลาสติกโรงเรือน ให้ทนทานยาวนาน

หากต้องการให้พลาสติกคลุมโรงเรือนมีอายุการใช้งานยาวนาน คุ้มค่าเงินทุน และไม่ต้องเสี่ยงกับความเสียหายของผลผลิต นี่คือหลักเกณฑ์สำคัญในการเลือกซื้อตามหลัก SEO ครับ

พลาสติกโรงเรือน UV 7% ขึ้นไป

กฎเหล็กข้อแรกคือต้องเลือกพลาสติกที่ผลิตจากเม็ดพลาสติกใหม่เกรด A (LDPE – Low Density Polyethylene) ที่มีการผสมสารป้องกันรังสี UV สำหรับสภาพแดดในประเทศไทย แนะนำให้เลือก พลาสติกโรงเรือน UV 7% เป็นเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำ ซึ่งปริมาณสาร UV ระดับนี้จะช่วยสะท้อนและดูดซับรังสีความร้อนได้อย่างเหมาะสม ช่วยปกป้องเนื้อพลาสติกให้ยังคงมีความยืดหยุ่น เหนียว ไม่กรอบง่าย และเหนียวทนทานท้าแดดได้ยาวนานกว่า

พลาสติกโรงเรือน 200 ไมครอน ดีที่สุดไหม?

คำถามที่พบบ่อยคือควรเลือกพลาสติกหนากี่ไมครอนดี? คำตอบคือต้องเลือกให้สัมพันธ์กับขนาดและประเภทของโรงเรือนครับ:

  • ความหนา 100 – 150 ไมครอน: เหมาะสำหรับโรงเรือนขนาดเล็ก แปลงผักไฮโดรโปนิกส์สวนครัว หรือโครงสร้างชั่วคราวที่ไม่ต้องปะทะลมแรงมากนัก มีอายุการใช้งานเฉลี่ยประมาณ 1-2 ปี
  • ความหนา 200 ไมครอน: ถือเป็นความหนามาตรฐานที่ ดีที่สุดและคุ้มค่าที่สุดสำหรับโรงเรือนถาวร ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เนื้อพลาสติกจะมีความหนาแน่นสูง สามารถทนทานต่อแรงลมพายุ แรงกระแทกจากเม็ดฝนขนาดใหญ่ รวมไปถึงทนต่อการกัดกร่อนของสารเคมีได้ดีเยี่ยม ช่วยยืดอายุการใช้งานได้ยาวนานถึง 2-3 ปีขึ้นไป

สังเกตเนื้อพลาสติกเหนียวพิเศษ

พลาสติกคลุมโรงเรือนที่มีคุณภาพสูง เมื่อลองดึงดูเนื้อพลาสติกจะต้องมีความยืดหยุ่นและสปริงตัวที่ดี ไม่ฉีกขาดแยกออกจากกันเป็นเส้นตรงง่ายๆ คุณสมบัตินี้สำคัญมาก เพราะเมื่อนำไปติดตั้ง พลาสติกจะต้องสามารถรองรับการขยายตัวเมื่อเจอความร้อนจัดในตอนกลางวัน และหดตัวเมื่อเจอความเย็นในตอนกลางคืนได้โดยไม่เกิดรอยแตกร้าว

เทคนิควิธีขึงพลาสติกโรงเรือนให้ถูกวิธี

นอกจากจะเลือกซื้อพลาสติกเกดพรีเมียมแล้ว เทคนิคและขั้นตอนการติดตั้งก็เป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้พลาสติกมีอายุการใช้งานยืนยาวขึ้น:

  • ขึงพลาสติกให้ตึงเปรี๊ยะ: หลีกเลี่ยงการปล่อยให้พลาสติกหย่อนคล้อย เพราะเวลาลมพัด พลาสติกที่หย่อนจะกระพือตัวไปซัดกับโครงสร้างโรงเรือนจนขาดได้ง่าย การขึงให้ตึงเปรี๊ยะจะช่วยกระจายแรงลมได้ดีที่สุด
  • ใช้คลิปล็อกพลาสติกที่ได้มาตรฐาน: แนะนำให้ใช้อุปกรณ์ล็อกพลาสติก เช่น แซดล็อก หรือคลิปล็อกพลาสติก (สปริงล็อก) ที่ผิวเรียบ ไม่มีขอบคม และต้องเลือกขนาดของคลิปล็อกให้พอดีกับขนาดท่อเหล็กโครงสร้าง เพื่อไม่ให้บีบรัดพลาสติกจนแน่นเกินไปจนเนื้อพลาสติกช้ำ
  • รองพื้นจุดสัมผัสความร้อน: บริเวณแนวโครงเหล็กที่พลาสติกต้องแนบสนิท ควรใช้วิธีพ่นสีขาวสะท้อนความร้อน หรือติดเทปโฟมทนความร้อนรองพื้นเอาไว้ก่อน เพื่อทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อน ไม่ให้ความร้อนจากเหล็กถ่ายเทมาต้มเนื้อพลาสติกโดยตรง

สรุป

ปัญหารื้อโรงเรือนเพื่อเปลี่ยนพลาสติกบ่อยๆ ทุกๆ 3-6 เดือนจะหมดไป หากคุณใส่ใจและเลือกพลาสติกที่มี สารป้องกัน UV และมีความหนา (ไมครอน) ที่เหมาะสมตั้งแต่แรก แม้ว่าพลาสติกเกรดพรีเมียมจะมีราคาต่อม้วนสูงกว่าพลาสติกทั่วไปเล็กน้อย แต่เมื่อเทียบกับอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าหลายเท่าตัว ไม่ต้องเสี่ยงผลผลิตเสียหาย และไม่ต้องเสียค่าแรงในการรื้อถอนและติดตั้งใหม่ ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและช่วยเซฟต้นทุนให้เกษตรกรได้ดีที่สุดในระยะยาวครับ

หากคุณกำลังมองหา พลาสติกโรงเรือนคุณภาพสูง ทนแดด ทนฝน เหนียวพิเศษ ไม่ขาดง่าย สามารถเข้ามาปรึกษา วางแผนขนาด และเลือกซื้อสินค้าที่ได้มาตรฐานได้ที่ เอกสุวรรณเกษตร 2001 เรามีผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำแนะนำเพื่อให้คุณได้พลาสติกที่ตอบโจทย์และคุ้มค่ากับการใช้งานมากที่สุดครับ

Picture of เอกสุวรรณการเกษตร

เอกสุวรรณการเกษตร

ผู้เชี่ยวชาญด้าน เกษตรโรงเรือน อุปกรณ์โรงเรือน พลาสติกโรงเรือน พลาสติกปูบ่อ มานานกว่า 30 ปี
เราได้รับความวางใจโดยเกษตรกรทั่วไทย มามากกว่า 100,000 ราย

สารบัญ

กรอกข้อมูลเพื่อรับคูปองส่วนลดทันที

ยินดีด้วยคุณได้รับคูปองส่วนลด

				
					VIP2026-30P