โรงเรือนร้อนเกินไปแก้ได้ด้วยการลดความร้อนที่เข้าสู่โรงเรือนเปิดทางให้อากาศร้อนออกและสร้างการหมุนเวียนอากาศให้สัมพันธ์กับอุณหภูมิและความชื้น ปัญหาคือหลายสวนเริ่มแก้จากการเพิ่มพัดลม พ่นน้ำ หรือคลุมสแลนทันที โดยยังไม่ได้ตรวจว่าโรงเรือนร้อนจากแสงแดดสะสม ช่องระบายอากาศไม่พอ มุ้งกันแมลงตาถี่เกินไป หรือความชื้นภายในสูงจนการพ่นหมอกแทบไม่ช่วยลดอุณหภูมิ
เหตุผลที่เอกสุวรรณเกษตรนำเรื่องนี้มาอธิบาย เพราะโรงเรือนที่ดูแข็งแรงและป้องกันฝนแมลงได้ดี อาจกลายเป็นพื้นที่สะสมความร้อนหากออกแบบให้ปิดมากเกินไป โดยเฉพาะช่วงแดดจัดที่รังสีความร้อนผ่านวัสดุคลุมเข้ามา แต่ระบายกลับออกได้ช้ากว่าอากาศภายนอก เป้าหมายของการแก้โรงเรือนร้อนจึงไม่ใช่ทำให้ภายในเย็นที่สุดแต่ต้องควบคุมอุณหภูมิแสงความชื้นและการเคลื่อนที่ของอากาศให้อยู่ในช่วงที่เหมาะกับพืชแต่ละชนิด
สังเกตโรงเรือนร้อนอาการเป็นอย่างไร

สัญญาณที่เห็นได้ชัดคืออุณหภูมิภายในสูงกว่าอากาศภายนอกต่อเนื่องในช่วงสายถึงบ่ายแม้เปิดประตูหรือช่องระบายอากาศแล้วก็ตาม เมื่อเดินเข้าโรงเรือนจะรู้สึกอบอ้าว อากาศนิ่ง และมีความร้อนสะสมบริเวณใต้หลังคา พื้น แปลงปลูก หรือด้านที่รับแดดโดยตรง หากใช้เครื่องวัดจะพบว่าอุณหภูมิเพิ่มขึ้นรวดเร็วหลังแดดออก แต่ลดลงช้าหลังช่วงแดดแรงผ่านไป แสดงว่าความร้อนเข้าสู่โรงเรือนได้มากกว่าที่ระบบระบายออกได้
อาการจากต้นพืชมักเริ่มจากใบตกหรือเหี่ยวในช่วงกลางวัน ใบม้วน ขอบใบแห้ง มีรอยไหม้ ดอกหลุด ผลอ่อนร่วง และวัสดุปลูกแห้งเร็วกว่าปกติ พืชบางชนิดอาจฟื้นตัวในช่วงเย็นแต่กลับมาเหี่ยวซ้ำทุกวัน ซึ่งสะท้อนว่าพืชกำลังใช้พลังงานเพื่อรักษาสมดุลน้ำมากกว่าสร้างใบ ดอก และผล อย่างไรก็ตามการเหี่ยวช่วงกลางวันไม่ได้แปลว่าโรงเรือนร้อนเพียงอย่างเดียว จึงควรตรวจความชื้นบริเวณราก สภาพระบบน้ำ โรคราก และความเค็มสะสมในวัสดุปลูกร่วมด้วย
อีกสัญญาณที่มักถูกมองข้ามคือโรงเรือนร้อนพร้อมกับความชื้นสูง ภายในจะรู้สึกเหนียวและหายใจไม่สบาย มีหยดน้ำเกาะพลาสติกช่วงเช้า ใบแห้งช้า และมีกลิ่นอับตามพื้นหรือวัสดุปลูก ปัญหานี้ไม่ควรแก้ด้วยการเพิ่มการพ่นหมอกทันที เพราะอาจทำให้ความชื้นสูงขึ้นโดยที่อุณหภูมิลดลงเพียงเล็กน้อย
ก่อนแก้ควรวัดอุณหภูมิและความชื้น
การวัดข้อมูลภายในและภายนอกโรงเรือนพร้อมกันจะช่วยบอกได้ว่าปัญหาอยู่ที่อากาศภายนอกร้อนหรือโรงเรือนสะสมความร้อนมากเกินไป ควรวางเครื่องวัดอุณหภูมิและความชื้นในระดับใกล้ยอดพืช โดยมีวัสดุบังไม่ให้เซนเซอร์ถูกแสงแดดโดยตรง และไม่วางชิดพลาสติกคลุมหลังคา พื้นคอนกรีต หรือหัวพ่นหมอก เพราะตำแหน่งเหล่านี้อาจทำให้ค่าที่วัดได้สูงหรือต่ำกว่าสภาพที่พืชได้รับจริง
ควรบันทึกค่าช่วงเช้า สาย เที่ยง บ่าย และเย็นติดต่อกันหลายวัน พร้อมระบุว่าในช่วงนั้นเปิดช่องลม พัดลม สแลน หรือระบบพ่นหมอกอยู่หรือไม่ หากอุณหภูมิภายในสูงกว่าภายนอกมากเมื่อแดดออก แต่ลดลงทันทีเมื่อเปิดด้านข้าง ปัญหาหลักมักอยู่ที่พื้นที่ช่องลมไม่พอ หากอุณหภูมิยังสูงทั้งที่อากาศไหลดี ควรลดความร้อนจากแสงด้วยตาข่ายพรางแสงหรือปรับวัสดุคลุม ส่วนกรณีอุณหภูมิสูงและความชื้นสูงพร้อมกัน ต้องเร่งนำอากาศชื้นออกก่อนเพิ่มการพ่นน้ำ
แนวทางของโรงเรือนอัจฉริยะจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ใช้การตรวจอุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ ความชื้นดิน และความเข้มแสงแยกกัน เพื่อควบคุมพัดลม ม่านพรางแสง ระบบน้ำ และระบบพ่นหมอกให้ทำงานตามข้อมูลจริง หลักเดียวกันนี้สามารถนำมาปรับใช้กับโรงเรือนทั่วไปได้โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากระบบอัตโนมัติราคาแพง เพียงมีเครื่องวัดพื้นฐานและจดข้อมูลสม่ำเสมอก็ช่วยให้เลือกวิธีแก้ได้แม่นยำขึ้น
หลักการระบายความร้อนของโรงเรือนทั่วไป

การลดอุณหภูมิโรงเรือนต้องจัดการสามส่วนพร้อมกันได้แก่ลดความร้อนที่เข้ามานำอากาศร้อนออกและทำให้อากาศภายในเคลื่อนที่ทั่วถึง การพรางแสงช่วยลดภาระความร้อนก่อนเข้าสู่พื้นที่ปลูก ช่องเปิดด้านข้างและช่องระบายใต้สันหลังคาช่วยให้อากาศร้อนลอยออก ส่วนพัดลมช่วยเร่งการแลกเปลี่ยนอากาศเมื่อแรงลมธรรมชาติไม่เพียงพอ ระบบพ่นหมอกหรือแผงรังผึ้งจึงควรเป็นขั้นต่อมา หลังจากโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ทำงานได้แล้ว
อากาศร้อนมีแนวโน้มลอยตัวขึ้น ส่วนอากาศที่เย็นกว่าจะเข้ามาแทนที่จากตำแหน่งต่ำกว่า โรงเรือนที่ระบายอากาศตามธรรมชาติจึงควรมีทั้งช่องรับอากาศด้านข้างและช่องปล่อยอากาศบริเวณสูงหรือใต้สันหลังคา หากมีเพียงช่องเปิดด้านข้าง การไหลเวียนจะขึ้นอยู่กับทิศทางและความแรงของลมภายนอกมากเกินไป ข้อมูลจากUniversity of Georgia Extensionอธิบายว่าการระบายอากาศช่วยทั้งลดอุณหภูมิ นำความชื้นส่วนเกินออก และนำอากาศใหม่เข้าสู่พื้นที่ปลูก
มุ้งกันแมลงเป็นอีกปัจจัยที่ต้องคิดร่วมกับการระบายอากาศเพราะตาข่ายยิ่งถี่ความต้านทานต่อการไหลของอากาศยิ่งเพิ่มขึ้น การเลือกตาถี่เพื่อป้องกันแมลงขนาดเล็กจึงอาจต้องชดเชยด้วยพื้นที่ช่องเปิดที่มากขึ้นหรือระบบพัดลมที่เหมาะสม สามารถอ่านหลักการเลือกเพิ่มเติมได้ในบทความตาข่ายกันแมลงแบบไหนดี เปรียบ Mesh 40 50 และ 80 ของเอกสุวรรณเกษตร
5 วิธีลดอุณหภูมิและระบายอากาศในโรงเรือน
การแก้โรงเรือนร้อนไม่ควรเลือกเพียงวิธีที่ติดตั้งง่ายที่สุด แต่ต้องเรียงลำดับจากการลดความร้อนต้นทางไปสู่การใช้พลังงานและระบบน้ำ หากช่องลมยังเล็กหรือความร้อนจากหลังคายังสูงการเพิ่มพัดลมและพ่นหมอกอาจเพิ่มค่าใช้จ่ายโดยแก้ปัญหาได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ วิธีลดอุณหภูมิและระบายอากาศในโรงเรือนที่สามารถนำไปปรับใช้ ได้แก่
1. เปิดทางให้อากาศร้อนออกจากโรงเรือน
ควรเริ่มจากตรวจว่าลมสามารถเข้าจากด้านข้างและออกบริเวณที่สูงกว่าได้จริงหรือไม่ โรงเรือนที่มีผนังเปิดยกหรือม้วนขึ้นได้ควรเปิดให้กว้างในช่วงอากาศร้อน โดยไม่มีกองวัสดุ แผงปลูก หรือวัชพืชสูงขวางทางลม หากโครงสร้างมีช่องระบายใต้สันหลังคา ต้องตรวจว่าพลาสติกหย่อน มุ้ง หรือคราบสกปรกไม่ได้ปิดกั้นช่องดังกล่าว การเปิดประตูเพียงด้านเดียวอาจทำให้อากาศเคลื่อนเฉพาะบริเวณทางเข้า แต่ยังมีจุดอับอยู่กลางและท้ายโรงเรือน
สำหรับโรงเรือนที่ยังอยู่ในช่วงออกแบบ ควรพิจารณาทิศทางลมประจำพื้นที่ ความสูงของโรงเรือน และตำแหน่งช่องเปิดตั้งแต่ต้น โรงเรือนที่มีปริมาตรอากาศมากและมีช่องระบายสูงจะสะสมความร้อนบริเวณยอดพืชช้ากว่าโรงเรือนเตี้ยที่หลังคาอยู่ใกล้แปลงปลูก แต่ความสูงเพียงอย่างเดียวไม่พอหากไม่มีทางให้อากาศร้อนออก
2. ใช้สแลนลดความร้อนจากแสงแดด
ตาข่ายพรางแสงช่วยลดพลังงานจากแสงก่อนเปลี่ยนเป็นความร้อนบนใบพืชพื้นและโครงสร้างโรงเรือน ควรเลือกเปอร์เซ็นต์กรองแสงจากชนิดพืช อายุพืช ฤดูกาล และความเข้มแสงในพื้นที่ ไม่ใช่เลือกเปอร์เซ็นต์สูงที่สุดเพราะต้องการให้โรงเรือนเย็น พืชที่ต้องใช้แสงสร้างดอกและผลอาจยืดต้น ใบบาง ติดดอกน้อย หรือคุณภาพผลผลิตลดลงหากได้รับแสงไม่พอ
หากติดตั้งสแลนเหนือหลังคาพลาสติก ควรเว้นช่องว่างให้ลมผ่านและไม่ปล่อยให้ตาข่ายเสียดสีกับพลาสติกโดยตรง เพราะความร้อนและแรงลมอาจทำให้วัสดุเสียหายเร็วขึ้น สแลนแบบเปิดปิดได้จะเหมาะกับพื้นที่ที่ความเข้มแสงต่างกันมากระหว่างฤดู สามารถศึกษาการเลือกเปอร์เซ็นต์ได้จากบทความวิธีเลือกสแลนให้เหมาะกับพืชแต่ละชนิด หรือเลือกดูสแลนกรองแสงเกรด A ระดับ 50 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ที่มีหลายขนาดสำหรับโรงเรือนและแปลงเพาะปลูก
3. เพิ่มพัดลมให้เหมาะกับเส้นทางลม
พัดลมที่มีขนาดใหญ่ไม่ได้ช่วยเสมอไปหากไม่มีช่องรับอากาศหรือวางตำแหน่งจนเกิดการหมุนวนอยู่ภายใน พัดลมระบายอากาศควรดึงอากาศร้อนออกจากโรงเรือนและทำให้อากาศใหม่เข้าจากอีกด้านอย่างต่อเนื่อง ส่วนพัดลมหมุนเวียนมีหน้าที่ลดจุดอับและทำให้ลมกระจายผ่านทรงพุ่ม ไม่ควรเป่าลมแรงลงบนต้นพืชจุดเดียว เพราะอาจเร่งการสูญเสียน้ำและทำให้ใบเสียหาย
การเลือกพัดลมควรคำนวณจากปริมาตรโรงเรือน อัตราการถ่ายเทอากาศ ความต้านทานของมุ้งกันแมลง และระยะทางที่ลมต้องเคลื่อนผ่าน ไม่ควรพิจารณาเฉพาะเส้นผ่านศูนย์กลางใบพัดหรือจำนวนเครื่อง โรงเรือนยาวอาจต้องแบ่งตำแหน่งพัดลมหมุนเวียนเป็นช่วงเพื่อไม่ให้ต้นโรงเรือนเย็นแต่ปลายโรงเรือนยังร้อน การใช้ตัวควบคุมอุณหภูมิช่วยให้พัดลมเริ่มและหยุดตามค่าที่กำหนด ลดการเปิดทิ้งโดยไม่จำเป็น
4. ใช้พ่นหมอกหรือแผงรังผึ้งอย่างถูกจังหวะ
การพ่นหมอกช่วยลดอุณหภูมิเมื่อหยดน้ำขนาดเล็กระเหยและดึงความร้อนจากอากาศแต่จะทำงานได้ดีเมื่ออากาศยังรับไอน้ำเพิ่มได้ หากความชื้นสัมพัทธ์สูงอยู่แล้ว ละอองน้ำจะระเหยช้า ตกลงบนใบและพื้นมากขึ้น ทำให้โรงเรือนเปียกชื้นโดยลดอุณหภูมิได้น้อย การพ่นหมอกจึงควรควบคุมจากอุณหภูมิและความชื้น ไม่ควรตั้งเวลาอย่างเดียวตลอดทั้งวัน
หัวพ่นต้องสร้างละอองละเอียด กระจายทั่วพื้นที่ และมีระบบกรองน้ำเพื่อป้องกันการอุดตัน ระบบควรเปิดเป็นช่วงสั้นแล้วเว้นเวลาให้น้ำระเหย พร้อมเปิดช่องระบายหรือพัดลมเพื่อนำอากาศชื้นออก ข้อมูลจาก University of Georgia ระบุว่าประสิทธิภาพของการทำความเย็นด้วยการระเหยจะสูงขึ้นเมื่ออากาศที่เข้าสู่ระบบมีความชื้นต่ำ ส่วนในวันที่อากาศภายนอกร้อนชื้นควรให้ความสำคัญกับการพรางแสงและถ่ายเทอากาศมากกว่าการเพิ่มปริมาณน้ำ
5. ปรับวัสดุคลุมมุ้งและการจัดพื้นที่ภายใน
วัสดุคลุมโรงเรือนและการจัดแปลงมีผลต่อทั้งความร้อนที่เข้ามาและความสามารถในการระบายออก พลาสติกใสยอมให้แสงผ่านมาก เหมาะกับพืชที่ต้องการแสงสูง แต่ในพื้นที่แดดจัดอาจต้องใช้ร่วมกับสแลนหรือระบบระบายอากาศ ส่วนพลาสติกกระจายแสงช่วยให้แสงกระจายทั่วทรงพุ่ม ลดจุดที่รับแสงตรงรุนแรงและลดเงาที่เกิดจากโครงสร้าง สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในบทความความแตกต่างของพลาสติกโรงเรือนและการเลือกใช้อย่างเหมาะสม
ภายในโรงเรือนไม่ควรวางแปลงหรือชั้นปลูกแน่นจนลมผ่านไม่ได้ ต้องเหลือช่องทางให้อากาศเคลื่อนจากช่องรับลมไปยังช่องระบายออก หากต้องใช้มุ้งตาถี่เพราะมีแมลงขนาดเล็ก ควรเพิ่มพื้นที่มุ้งหรือใช้พัดลมช่วยชดเชยแรงต้าน ไม่ควรถอดมุ้งออกทันทีเพื่อแก้ความร้อน เพราะอาจเปลี่ยนจากปัญหาอุณหภูมิไปเป็นการระบาดของแมลงและโรคไวรัสแทน
ความเสียหายของโรงเรือนร้อน

1. พืชเหี่ยวและการเจริญเติบโตชะงัก
อุณหภูมิสูงทำให้พืชสูญเสียน้ำเร็วกว่าที่รากดูดขึ้นมาทดแทนส่งผลให้ใบเหี่ยวปากใบปิดและการสังเคราะห์แสงลดลง แม้พืชจะฟื้นช่วงเย็น แต่การเกิดซ้ำต่อเนื่องทำให้อัตราการสร้างใบ ราก ดอก และผลลดลง พืชผักใบอาจมีใบเล็ก ขอบไหม้ หรือมีรสชาติเปลี่ยน ส่วนพืชให้ผลอาจติดดอกน้อย เกสรไม่สมบูรณ์ ผลอ่อนร่วง และผลผลิตไม่สม่ำเสมอ
2. ระบบน้ำและธาตุอาหารเสียสมดุล
เมื่อเห็นพืชเหี่ยวเกษตรกรมักเพิ่มน้ำทันทีจนวัสดุปลูกเปียกต่อเนื่องทั้งที่สาเหตุหลักอาจมาจากอุณหภูมิและการคายน้ำสูงการให้น้ำมากเกินไปทำให้บริเวณรากขาดอากาศ เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคราก และชะล้างธาตุอาหารออกจากวัสดุปลูก ในอีกด้านหนึ่ง หากน้ำไม่พอ ความเข้มข้นของเกลือและปุ๋ยบริเวณรากจะสูงขึ้น พืชจึงแสดงอาการขอบใบไหม้หรือดูดธาตุอาหารได้ไม่สมดุล
3. โรคและแมลงจัดการยากขึ้น
โรงเรือนร้อนและแห้งอาจเอื้อต่อศัตรูพืชบางกลุ่มขณะที่โรงเรือนร้อนชื้นและอากาศนิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อเชื้อโรคอีกกลุ่มหนึ่งการพ่นหมอกหรือให้น้ำเพิ่มโดยไม่ระบายอากาศทำให้ใบเปียกนาน เกิดหยดน้ำบนพลาสติกและความชื้นสะสมตามทรงพุ่ม หากเลือกใช้มุ้งตาถี่มากเพื่อหยุดแมลง แต่ไม่ได้เพิ่มพื้นที่ช่องลมหรือพัดลม ก็อาจทำให้สภาพแวดล้อมภายในเหมาะกับโรคมากขึ้นแทน
4. ต้นทุนเพิ่มและผลผลิตสูญเสีย
ความร้อนที่ไม่ได้แก้จากต้นเหตุทำให้ต้นทุนพัดลมปั๊มน้ำแรงงานและการเปลี่ยนต้นพืชเพิ่มขึ้นพร้อมกัน ระบบน้ำทำงานถี่ขึ้น หัวพ่นและไส้กรองต้องบำรุงรักษาบ่อย พัดลมใช้ไฟมากขึ้น แต่ผลผลิตที่ได้อาจมีขนาด คุณภาพ และช่วงเก็บเกี่ยวไม่ตรงตามแผน หากพืชเสียหายระหว่างรุ่นปลูก เกษตรกรยังต้องรับต้นทุนเมล็ดพันธุ์ วัสดุปลูก ปุ๋ย และเวลาที่ลงทุนไปแล้วโดยไม่ได้ผลผลิตกลับมาเต็มจำนวน
วิธียืดอายุโรงเรือนด้วยตนเอง
การยืดอายุโรงเรือนต้องดูแลทั้งวัสดุคลุมจุดยึดโครงสร้างและระบบระบายอากาศไม่ใช่รอให้พลาสติกขาดหรือพัดลมหยุดจึงค่อยซ่อม ควรตรวจความตึงของพลาสติกและสแลนหลังช่วงลมแรง ดูว่าคลิ๊ปล็อค สปริงล็อค และรางยึดยังแน่นหรือไม่ เพราะวัสดุที่กระพือและเสียดสีกับโครงจะฉีกขาดเร็วกว่าวัสดุที่ติดตั้งพอดี ไม่ควรขึงแน่นจนไม่มีระยะรองรับการขยายตัวเมื่อวัสดุร้อน
บริเวณที่พลาสติกสัมผัสกับโครงเหล็กควรตรวจหารอยคม สนิม และจุดสะสมความร้อน หากมีความเสี่ยงสามารถใช้วัสดุรองหรือเทปขาวติดโครงโรงเรือนกันความร้อน ช่วยลดการเสียดสีโดยตรง ควรซ่อมรูเล็กทันที ก่อนแรงลมดึงให้รอยขาดขยาย และหลีกเลี่ยงการใช้เทปทั่วไปที่เสื่อมจากแดดจนทิ้งคราบหรือหลุดในเวลาไม่นาน
โดย พลาสติก มุ้ง และสแลนควรทำความสะอาดด้วยน้ำและอุปกรณ์ที่ไม่ทำให้ผิวเป็นรอย หลีกเลี่ยงสารเคมีรุนแรงและการใช้ของแหลมขูดคราบ ต้องรักษาช่องระบายอากาศไม่ให้มีใบไม้ วัชพืช หรืออุปกรณ์กองขวางทางลม พัดลมควรถูกทำความสะอาดและตรวจสายไฟตามรอบ ส่วนหัวพ่นหมอกต้องล้างไส้กรองและตรวจการกระจายละออง เพราะหัวที่ตันบางส่วนจะทำให้โรงเรือนเย็นไม่เท่ากันและปั๊มทำงานหนักขึ้น สแลนที่ติดตั้งเหนือพลาสติกควรมีช่องว่างและจุดยึดที่ไม่ปล่อยให้วัสดุเสียดสีกันตลอดเวลา หากใช้ระบบเปิดปิดต้องตรวจเชือก รอก และแนวเลื่อนให้ไม่ติดขัด การบันทึกวันที่ติดตั้งและประวัติการซ่อมของแต่ละวัสดุจะช่วยวางแผนเปลี่ยนก่อนเกิดความเสียหายกลางฤดูปลูก ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าการบำรุงรักษาตามรอบมาก
สรุปข้อคิดเห็นจาก Eksuwankased เอกสุวรรณเกษตร
โรงเรือนร้อนเกินไปไม่ควรเริ่มแก้ด้วยการซื้ออุปกรณ์ชิ้นที่ใหญ่ที่สุดแต่ต้องเริ่มจากการวัดว่าความร้อนเข้าทางใดและติดอยู่ตรงไหน ลำดับที่เหมาะสมคือวัดอุณหภูมิและความชื้น เปรียบเทียบภายในกับภายนอก ลดความร้อนจากแสง เปิดช่องให้อากาศร้อนออก แล้วจึงเสริมพัดลมและระบบพ่นหมอกตามความจำเป็น วิธีนี้ช่วยลดทั้งต้นทุนติดตั้ง ค่าไฟ และความเสี่ยงจากการแก้ผิดสาเหตุ
ในมุมของเอกสุวรรณเกษตร สแลนเปอร์เซ็นต์สูงไม่ได้เหมาะกับทุกพืชมุ้งตาถี่ไม่ได้เหมาะกับทุกโรงเรือนและการพ่นหมอกมากไม่ได้ทำให้เย็นกว่าเสมอไป อุปกรณ์แต่ละชนิดต้องทำงานร่วมกันเป็นระบบ พลาสติกช่วยควบคุมสภาพแวดล้อม มุ้งช่วยป้องกันแมลง สแลนช่วยจัดการแสง ช่องลมและพัดลมช่วยนำความร้อนออก ส่วนระบบน้ำช่วยควบคุมความชื้นและการระเหย ดังนั้น ก่อนเลือกวัสดุควรเตรียมข้อมูลชนิดพืช ขนาดโรงเรือน ความสูง จำนวนและขนาดช่องเปิด ทิศทางลม ชนิดมุ้ง อุณหภูมิภายในกับภายนอก และช่วงเวลาที่ร้อนที่สุด ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เลือกเปอร์เซ็นต์สแลน วัสดุคลุม และแนวทางระบายอากาศได้เหมาะกับพื้นที่จริงมากกว่าการใช้สูตรเดียวกับทุกฟาร์ม
